Untitled Document
 

   
 
   
 
 
   
 
 
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
     
     
   

 
   
 
 
     
  ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชาวนาสี่คนเดินทางไปเมืองแห่งหนึ่งอันไกลโพ้นด้วยกัน

เมื่อต่างชื้อของที่ตนต้องการจากตลาดเป็นเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินทางกลับ

ในระหว่างที่เดินทางกลับ สามคนเดินอยู่ข้างหน้า ส่วนอีกคนเดินอยู่หลังสุด

ซึ่งเป็นคนยากจนที่สุดในหมู่บ้าน ของที่เขาซื้อติดตัวมา ก็เป็นของที่หนักที่สุด

ในบรรดาสิ่งของคนทั้งสี่ได้ซื้อมา เขาแบกโม่หินมา

ในระหว่างทาง ชาวนาสามคนที่เดินอยู่ข้างหน้าได้พบเพื่อนชาวนาคนหนึ่ง

ที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน จึงถามชาวนาคนนั้นว่า

"มิตรสหายขอให้บอกเราเถอะ ในระหว่างที่เราจากบ้านเข้าเมืองไปนั้น

ทางบ้านพวกเราเกิดอะไรขึ้นบ้างหรือเปล่า"

"ทางบ้านแกทั้งสามคน ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย"

คนหมู่บ้านเดียวกันบอกแก่พวกเขาสามคน

"แต่ทางบ้านคนที่แบกโม่หินที่เดินเข้ามานั้น ได้เกิดขึ้นเรื่องร้ายขึ้นเรื่องหนึ่ง

คือล่อของเขาเกิดป่วยตายไป"

หนึ่งในสามคนพูดว่า

"เวลานี้ เรายังไม่ควรบอกเรื่องนี้ให้เขาทราบ เพราะว่า

ล่อตายไปชีวิตความเป็นอยู่ของเขาก็ยากแค้นขึ้น"

"แกพูดถูก" อีกคนหนึ่งพูด "รอไว้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยบอกเรื่องนี้ให้เขาทราบ"

คนที่สามไม่พูดจาอะไรสักคำ ปกติป็นคนปากมากไม่ว่าใครเล่าเรื่องอะไร

ให้เขาฟัง เขาเป็นต้องนำเอาไปเล่าต่อให้คนอื่นฟัง

"ระวังหน่อย" เพื่อนสองคนพูดเตือนขึ้น

"ถ้าแกแพร่งพรายเรื่องนี้ออกมา เราจะลงโทษโดยทุบตีแก และจะบังคับ

ให้แบกโม่หินกลับไปถึงบ้านด้วย"

"ไม่ ฉันจะไม่พูดอะไรเลย" คนปากมากบอก

"พวกแกคอยดูซี ฉันจะปิดปากไม่เอ่ยอะไรสักคำ"

ในระหว่างที่พวกเขายืนคุยกันอยู่นั้น ผู้ยากจนที่เดินแบกโม่หิน

ก็เดินเข้ามาสมทบ ทั้สี่จึงเดินทางกันต่อไป

คนปากมากรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเดินไปด้วยท่าซึมๆ

ให้เขาปิดปากไม่พูดไม่จา ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็นจริงๆ

เดินไปได้ประมาณร้อยก้าว เขาก็อดทนไม่ไหว จึงได้แพร่งพรายข่าวนี้ออกไป

ชาวนาผู้ยากจนผู้นั้น พอทราบข่าวล่อของเขาป่วยตายไปเขาก็เดินคอตกนำหนัก

โม่หินที่แบกอยู่บนบ่าประหนึ่งได้เพิ่มพรวดขึ้นอีกเท่าตัว

อีสองคนเข้ามาหาคนปากมากอย่างฉุนเฉียว

"ทำไมแกจึงให้คำมั่นที่ให้ไว้กับเรา แกรับปากอะไรไว้กับเรา แกจำไม่ได้แล้วหรือ

เออพูดกับคนโง่ๆไม่มีประโยชน์อะไรเลยเอาล่ะ เราจะลงโทษตามที่เราพูด

ไว้เมื่อกี้เดี๋ยวนี้"

พวกเขาลงมือทุบตีอยู่พักหนึ่ง แล้วเอาโม่ไปวางบนบ่าของเขา

บังคับให้เขาแบกกับไปหมู่บ้าน

คนปากมากไม่โต้แย้งอะไรเลยสักคำ เขาแบกโม่หินไว้บนบ่าพร้อมพูดยิ้มๆว่า

"แบกโม่หินจะเป็นไรกัน แต่จะช่วยรักษาความลับ

มันช่างยากเย็นแสนเข็ญกว่านี้มากต่อมากนัก"

คำพังเพยนิทานเรื่องนี้

"จะเรียกคนปากมากหุบไว้นั้น ยากยิ่งกล่าให้เขาแบกโม่หินอีก"

   
 
ข้อมูลจาก : http://www.ogungun.50megs.com/s11.htm
   
     
   
     
   
     
   
     
   
     
   
     
   
     
   
     
   
     
   
     
     
Untitled Document
 
 
 
   
   
   
   
   
   
   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Untitled Document